นาวาซ ชารีฟ ทำให้สถาบันปากีสถานหน้าแดง

อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน นายนาวาซ ชารีฟ ได้ทำให้ตัวเขาเองและสถาบันของประเทศตกอยู่ในความยุ่งยาก นายชารีฟ กำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของตนเอง ยุคหลังการตัดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี โดยศาลฎีกาปากีสถาน ในเรื่องเอื้อฉาวเกี่ยวกับเอกสารปานามา นอกจากนี้ เขายังถูกศาลฎีกาปากีสถานตัดคุณสมบัติตำแหน่งประธานพรรคของเขาเอง คือ พรรคปากีสถานมุสลิมลีก-กลุ่มนาวาซ อีกด้วย

ระหว่างการให้สัมภาษณ์ โดยปราศจากการเอ่ยชื่อผู้บ่งการการโจมตีนครมุมไบ นายฮาฟิซ ซาอิด และองค์การการก่อการร้ายของ เมาลานา มาซูด อาชาร์ กลุ่มญามาฎ-อุด-ดาวาห์ และกลุ่มไชชี-โมหัมมัด ตามลำดับ นายชารีฟ กล่าวว่า องค์การการก่อการร้ายที่กระฉับกระเฉ่งในปากีสถานซึ่งเรียกตนเองว่า ผู้กระทำที่ไม่ใช่รัฐนั้น ควรหรือที่เราจะปล่อยให้ข้ามชายแดนไปสังหารประชาชนจำนวนมากกว่า 150 คน ในนครมุมไบ? ไหนบอกมาซิ เขาตั้งคำถามว่าเราควรจะแล้วเสร็จการพิจารณาไต่สวน

แน่ละ คำพูดของนายชารีฟมีความกระจ่างชัด  ซึ่งทั้งนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าผู้กระทำที่เป็นรัฐของปากีสถานนั่นแหละ ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีนครมุมไบที่เหี้ยมโหด เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งส่งผลให้มีคนตายจำนวนมากกว่า 165 คน ทั้งที่เป็นชาวอินเดียและต่างชาติ

ผู้ก่อการร้ายเพียงคนเดียวที่ถูกจับเป็นโดยกองกำลังรักษาความมั่นคงอินเดีย คือ อมีร์ อัญมาล กาซับ ได้รับสารภาพว่าได้รับการฝึกฝนโดยสถาบันปากีสถาน และเอ่ยชื่อเจ้าหน้าที่ทหารปากีสถานที่มีส่วนพัวพันในการโจมตี อย่างไรก็ตาม ภายหลังการจับกุม ซากี ออร์ เรห์มาน ลักวี ผู้สมรู้ร่วมคิด และผู้บ่งการ ฮาฟิซ ซาอิด  ปากีสถานทำทุกสิ่งอย่างเพื่อขัดขวางกระบวนการทางกฎหมาย อินเดียได้มอบหลักฐานต่างๆเกี่ยวกับบทบาทและความพัวพันของผู้ก่อการร้ายในการโจมตีนครมุมไบ แต่ปากีสถานบอกหน้าตาเฉยว่า “ยังไม่พอเพียง”

โดยเหตุที่นายชารีฟยอมรับอย่างเปิดเผยนั่นเอง สถาบันปากีสถาน (โดยเฉพาะทหาร) เสียหน้า  แต่นักวิเคราะห์ ตั้งคำถามเกี่ยวกับการตั้งข้อสังเกตของนายชารีฟ ซึ่งเป็นผู้นำประเทศจนกระทั่งปี 2560 และในเมื่อรู้อยู่แก่ใจว่าประเทศของเขามีส่วนพ้วพันในการโจมตีที่เหี้ยมโหดเขาควรจะจัดการกับคนจำพวกนี้อย่างจริงจัง

อินเดียและประชาคมระหว่างประเทศรู้เกี่ยวกับความไม่เอาจริงเอาจังของปากีสถาน  ในการจัดการกับผู้ก่อการร้ายให้รู้แล้วรู้รอด อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานเพียงเห็นชอบว่าประเทศของเขาใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือของนโยบายต่างประเทศ

ด้วยฤดูกาลการเลือกตั้งใกล้เข้ามาถึงในปากีสถาน และนายชารีฟ พร้อมกับลูกชายและลูกสาวกำลังเผชิญกับกระแสเร่าร้อนจากศาลฎีกาปากสถาน ในเรื่องการทุจริต และข้อกล่าวหาอื่นๆ ดังนั้น การยอมรับการมีส่วนพัวพันของปากีสถานในการโจมตีนครมุมไบอาจเป็นกลเม็ดของเขาที่จะสร้างกระแสความห็นใจและการสนับสนุนก็ได้  ทั้งพรรคปากีสถานมุสลิมลีก-กลุ่มนาวาซ และทหารบกปากีสถานวิพากษ์วิจารร์แถลงการณ์ของนายชารีฟอย่างรุนแรง

พรรคปากีสถานมุสลิมลีก-กลุ่มนาวาซ กล่าวว่าแถลงการณ์ของนายชารีฟ ถูกตีความหมายผิดถนัดโดยสื่อมวลชนอินเดีย ส่วนคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ ของปากีสถาน เรียกการยอมรับอย่างเปิดเผยของนายชารีฟที่ว่าผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการโจมตีนครมุมไบ ว่า “ไม่มีมูลความจริง”

อย่างไรก็ตาม ในที่ชุมนุมสาธารณะ นายชารีฟกล่าวว่าถึงเวลาที่ปากีสถานจะต้องรู้ว่าใครเป็นคนรับผิดชอบสำหรับการก่อการร้าย และสถานภาพปัจจุบัน  เขา ถามว่า “ใครนำปากีสถานไปสู่ความโดดเดี่ยว และทำให้ประเทศอยู่ในสภาพที่ซึ่งประชาคมระหว่างประเทศไม่พร้อมที่จะยอมรับการบอกเล่าของปากีสถาน?” นี้คือ คำถามที่สถาบันปากีสถานจะต้องให้คำตอบ

แถลงการณ์ของนายชารีฟพิสูจน์ว่า อินเดียมีสิทธิและความรับผิดชอบในการกดดันให้สถาบันปากีสถานนำผู้ก่อการร้ายที่มีความผิดในการโจมตีนครมุมไบมาลงโทษตามกฎหมาย