รุ่งอรุณแห่งศักราชใหม่ในคาบสมุทรเกาหลี

 การประชุมสุดยอดที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ เมื่อวันอังคารระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมพ์และผู้นำเกาหลีเหนือ กิม จอง-อุน นำมาซึ่งรุ่งอรุณแห่งศักราชใหม่ในคาบสมุทรเกาหลี  ภายหลังที่มหาอำนาจทำให้ประชาชนเกาหลีแยกกัน และสงครามเกาหลี 2493-96 ที่ล้างผลาญ การสงบศึกซึ่งลงนาม เมื่อกรกฎาคม 2496 ระหว่างกองบัญชาการสหประชาชาติ กองทัพอาสาสมัครของจีน และทหารเกาหลีเหนือได้หยุดลงทันท่วงทีโดยปราศจากสนธิสัญญาสันติภาพ

ในระยะ 12 เดือนที่แล้วมา ประชาชนของทั้งเกาหลีใต้และเหนืออยู่ในสภาพที่เปลี่ยนไปมาอย่างรุนแรง––   บางครั้งเผชิญกับการข่มขู่ของสหรัฐฯที่จะยัดเยียดสงครามให้และบางครั้งเห็นการขยับเขยื้อนไปสู่สันติภาพ  ความพยายามต่อเนื่องของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายมูน แจ-อิน เพื่อการปรองดองและเลิกการเป็นศัตรูกันกับเกาหลีเหนือ และกระแสตอบรับในเชิงสร้างสรรค์ที่น่าประหลาดใจของประธาน กิม จอง-อุน เปลี่ยนสมการ ตั้งแต่การเริ่มต้นของปีนี้

จุดสังเกตที่เป็นรูปธรรม คือ การประชุมสุดยอด วันที่ 27 เมษยน ระหว่างประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายมูน แจ-อิน กับประธาน กิม จอง-อุน  “คำแถลงการณ์ปันมุนจม เพื่อสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และการรวมคาบสมุทรเกาหลีเข้าเป็นอันเดียวกัน” ได้เตรียมพื้นฐานสำหรับการประชุมสุดยอด ทรัมพ์-กิม

การประชุมสุดยอด เมื่อวันอังคาร ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมพ์และผู้นำเกาหลีเหนือ กิม จอง-อุน มีมาก่อนโดยการเจรจาต่อรองอย่างละเอียดและเอาจริงเอาจัง ระหว่างผู้แทนสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ  เมื่อเดือนที่แล้ว ดูเหมือนว่า การประชุมสุดยอดวิ่งออกนอกราง เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมพ์ บอกเลิก แต่อย่างรอบรู้ ทรัมพ์ได้เปิดประตูให้กับการสานต่อการเจรจา ประธานาธิบดีเกาหลีใต้รีบจัดการประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 กับประธาน กิม และร้องขอให้ประธานาธิบดีทรัมพ์ช่วยให้การประชุมสุดยอดรอด

การประชุมสุดยอด 12 มิถุนายน ก็เป็นไปตามความคาดหวัง และได้ให้สถานภาพแห่งอำนาจเท่าเทียมกันแก่เกาหลีเหนือซึ่งเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่สำหรับปยองยาง ทั้งประธานาธิบดีทรัมพ์และประธานกิมได้แสดงความเป็นตัวเป็นตนซึ่งกันและกัน  ทรัมพ์ กล่าวว่านับเป็นเกียรติที่ได้พบประธานกิม และประกาศว่า ทั้งสองผู้นำมีข้อผูกมัดเป็นพิเศษ

ทั้งสองผู้นำได้ลงนามในความตกลงที่กินวงกว้างซึ่งอาจจะเปลี่ยนสถานการณ์ความตึงเครียดในปัจจุบัน ในบริเวณคาบสมุทรเกาหลี  ประธานาธิบดีทรัมพ์ กล่าวว่า การเจรจาดีกว่าที่ใครบางคนคาดหมายและว่ากระบวนการทำให้คาบสมุทรเกาหลีเป็นเขตปลอดนิวเคลียร์ จะเริ่มทันที

ความตกลงยาวสองหน้าไม่ยอมพูดถึงรายละเอียด แต่ตั้งเป้าที่แจ่มชัดสำหรับอนาคต และได้พูดถึงข้อผูกมัดต่อการสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ เพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง เป้าหมายประการที่สอง เพื่อใช้ความพยายามร่วมกันในอันที่จะสร้างสันติภาพถาวรและมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี  ทั้งนี้รวมไปถึงการการันตีความมั่นคงของรัฐบาลให้กับเกาหลีเหนือ เป้าหมายประการที่สาม ได้แก่ ข้อผูกมัดของเกาหลีเหนือต่อการทำงานที่มุ่งสู่การทำให้คาบสมุทรเกาหลีเป็นเขตปลอดนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ความตกลงไม่ยอมพูดถึงการยกเลิการกำหนดโทษเกาหลีเหนือ ประธานาธิบดีทรัมพ์ กล่าวว่า การกำหนดโทษเกาหลีเหนือจะยกเลิก เมื่อสหรัฐฯ แน่ใจว่าเกาหลีเหนือหมดพิษสง

ความตกลง 12 มิถุนายน เป็นการรำลึกถีงกรอบความตกลงสำหรับการทำให้คาบสมุทรเกาหลีเป็นเขตปลอดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ปี 2537 ซึ่งลงนาม ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ในสมัยประธานาธิบดีคลินตัน แต่ความตกลงล้มสลายด้วยเหตุที่ทั้สองฝ่ายจ้วงจาบซึ่งกันและกันว่าไม่มีความจริงใจ

รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯจะค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับการอนุวัตตามความตกลง ในปัจจุบัน ทั้งประธานาธิบดีทรัมพ์และประธานกิมได้แสดงคุณภาพแห่งความเป็นผู้นำและความเด็ดขาด และดูเหมือนว่าทั้งสองมีความสนิทกันดี ซึ่งจะเป็นความสำคัญมากในอนาคต

อืนเดียต้อนรับการประชุมสุดยอดว่าเป็นเหตุการณ์ในเชิงสร้างสรรค์ และหวังว่าผลลัพ์ของการประชุมสุดยอด สหรัฐฯ-เกาหลีเหนือจะอนุวัตตาม ซึงจะปูทางสำหรับสันติภาพและเสถียรภาพที่ถาวรในคาบสมุทรเกาหลี

สรุปแล้ว ความตกลงได้ป้ดเป่าเมฆหมอกแห่งสงครามซึ่งปกคลุมเกาหลีทั้งสองระหว่างปีที่แล้วให้หายไป  แต่เส้นทางข้างหน้ายังขรุขระ เนื่องจากเกาหลีเหนือ เรียกร้องการผ่อนผันต่างตอบแทน เพื่อว่าจะดำเนินขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมเพื่อทำลายสมรรถภาพทางนิวเคลียร์ของตน